กรุงรัตนโกสินทร์จะสิ้นแล้วหรือ? (ตอนที่ 1)

ตุลาคม 28, 2013 โดย Metro Square

กรุงรัตนโกสินทร์จะสิ้นแล้วหรือ?

ด้วยผลงานที่ทำกับบ้านเมืองชนิดมโหฬารพันลึกของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ได้ทำให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งท่วมท้น จนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้แต่เพียงพรรคเดียว แต่กลับรวบรวมเสียงจนถึง 300 เสียง เพื่อจะจัดตั้งรัฐบาลผสม ทำให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง

ในประเภทของคำวิพากษ์วิจารณ์นั้น ก็เป็นคำวิพากษ์วิจารณ์ของบรรดาโหรานุโหรและบรรดาหมอดูหมอเดาทั้งหลาย ที่เคลื่อนขบวนเป็นกองทัพใหญ่ ทำนายทายทักไปในทางเดียวกันว่าจะเกิดกลียุค จะเกิดความขัดแย้ง จะเกิดความรุนแรง จะเกิดการนองเลือด ถึงขนาดเลือดท่วมท้องช้างและรัฐบาลใหม่จะอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน

และมีมากรายพยากรณ์ว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จะมีการเปลี่ยนแผ่นดินชนิดพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินกันเลยทีเดียว กระทั่งพยากรณ์ว่ากรุงรัตนโกสินทร์จะสิ้นแล้ว มีบ้างที่พยากรณ์ว่าบ้านเมืองกำลังจะดีขึ้น

มีผู้ส่งคำพยากรณ์มากหลายมาให้แล้วถามว่ามีความเห็นอย่างไร ก็ไม่รู้ที่จะตอบประการใด เพราะบรรดาโหรานุโหรที่ผู้คนรู้จักเชื่อถือกันก็ออกมาทำนายทายทักกันไปหมดแล้ว แรกเริ่มเดิมทีก็คิดว่าจะไม่ออกความเห็นในเรื่องนี้ จะทำหน้าที่แต่ติดตามพิจารณาศึกษาสถานการณ์ที่เป็นไปว่าสอดคล้องกับบรรดาตำรับตำราและคัมภีร์ต่าง ๆ หรือไม่ประการใด

แต่ในที่สุดก็ไม่เป็นดังตั้งใจ เพราะวันนี้ได้รับเอกสารจากท่านที่เคารพนับถือกันมาช้านาน คือท่านพลตรี มนูญกฤต รูปขจร ที่สู้อุตส่าห์คัดเอาดวงชะตากรุงเก่าและชะตาสำคัญ ๆ ส่งมาให้ดูและแสดงความวิตกถึงเหตุการณ์ที่จะเป็นไปในช่วงที่ดาวพระเสาร์โคจรเดินหน้าถอยหลังเหมือนคนเมาสุราอยู่ในราศีตุลย์ว่า

“แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อม เสาร์ มณฑ์ พักท์ เสิฐ ในราศีเหล่านี้ (ท่านชี้มาที่ราศีตุลย์) สงครามจะเกิด การยึดอำนาจตั้งแต่บัดนี้ไปเป็นเวลา 3 ปี จะเกิดสงครามประชาชน จะเกิดการสร้างรัฐใหม่ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง”

กรุงรัตนโกสินทร์จะสิ้นแล้วหรือ

แม้ว่าท่านพลตรี มนูญกฤต จะมิได้ขยายความประการใดและมิได้ขอความเห็นประการใด แต่วิสัยคนที่มองตาก็รู้ใจกันก็พอจะรู้และเข้าใจว่าการที่สู้อุตส่าห์ค้นคว้าชะตาเมืองต่าง ๆ ให้ได้ยากถึงปานนั้น และยังสู้ตรวจค้นวิถีโคจรของดาวเดือนล่วงหน้าไปถึงเดือนพฤศจิกายน 2557 ก็เพราะคงต้องการความคิดเห็นนั่นเอง ดังนั้นด้วยน้ำใจกัลยาณมิตรที่นับถือกันมาช้านาน ก็จำเป็นอยู่เองที่จะต้องออกความคิดความเห็นในเรื่องนี้ แต่เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องเป็นวงกว้าง จึงทำเป็นบทความดังที่ได้เห็นกันอยู่นี้

แต่อย่างว่านั่นแหละ การพยากรณ์หรือการทำนายทายทักเป็นเรื่องเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น ย่อมมีผิดมีถูก มีเลอะเทอะเปรอะเปื้อนได้ แต่ถ้าคิดเสียว่า “วาจาไร้สาระ สำหรับจะใช้แก้เหงา” หรือ “รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม” หรือคิดเสียว่า “เรื่องแปลก ๆ รู้ไว้ก็ดีเหมือนกัน” อย่างนี้ก็จะมีประโยชน์ เพราะอย่างน้อยก็ไม่ทำให้ตั้งอยู่ในความประมาท

พลตรี มนูญกฤต รูปขจร ได้สู้ค้นเอาดวงเมืองของกรุงศรีอยุธยาตอนตั้งเมือง ตอนกรุงแตก รวมทั้งชะตากรุงธนบุรี และดวงเมืองเมื่อครั้งวางหลักเมืองกรุงเทพมหานคร และได้แสดงถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในช่วงที่ดาวพระเสาร์โคจรอยู่ในราศีมีน เมษ พฤษภ กรกฎ และกันย์ จึงเป็นที่มาของความห่วงใยเมื่อพระเสาร์โคจรอยู่ในราศีตุลย์ โดยได้เพ่งเน้นไปที่ช่วงเวลา 4 ช่วง คือ

ช่วงที่หนึ่ง เมื่อพระเสาร์โคจรย้อนจักรถอยหลัง ในวันที่ 7 ธันวาคม 2554

ช่วงที่สอง เมื่อพระเสาร์โคจรหยุดนิ่ง ในวันที่ 5 เมษายน 2555

ช่วงที่สาม เมื่อพระเสาร์โคจรย้อนจักรถอยหลังอีกครั้งหนึ่ง ในวันที่ 7 กันยายน 2555

ช่วงที่สี่ เมื่อพระเสาร์โคจรย้อนจักรถอยหลังเป็นครั้งที่สาม ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2557

ในขณะเดียวกัน บรรดาโหรานุโหรต่าง ๆ ก็พยากรณ์โดยถือเอาเหตุการณ์ที่ดาวพฤหัสซึ่งเป็นประธานฝ่ายศุภเคราะห์โคจรทับหรือเล็งกันกับดาวพระเสาร์ เป็นจุดพยากรณ์เหตุการณ์ แล้วชี้ว่าในปลายปี 2554 นี้ดาวพระเสาร์จะโคจรเล็งกับดาวพฤหัส ซึ่งกำลังโคจรทับดวงเมืองอยู่ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ชนิดพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน ซึ่งคำพยากรณ์ส่วนนี้ล้วนเป็นคำพยากรณ์โดยโหราจารย์ที่มีชื่อเสียงกระเดื่องนามในวงการทั้งสิ้น

ส่วนนักโหราศาสตร์สากลและนักโหราศาสตร์ในระบบพยากรณ์ต่าง ๆ ก็พยากรณ์ไปในทางร้ายเช่นเดียวกัน และยังแถมด้วยคำพยากรณ์เกี่ยวกับอุบัติภัยที่ถึงขนาดสิ้นโลกหรือแผ่นดินประเทศไทยจะเหลือเพียงไม่กี่จังหวัด

คำพยากรณ์เหล่านี้เป็นเหตุการณ์ข้างหน้า ยังมาไม่ถึง แต่เมื่อกลายเป็นกระแสใหญ่ขึ้นมาอย่างนี้ คนทั้งปวงย่อมอกสั่นขวัญผวา และเป็นทุกข์ มีความวิตกกังวลทุกข์ใจตามมากตามน้อย สุดแท้แต่ภูมิธรรมประจำในใจของแต่ละคน

สิริอัญญาผู้มีปัญญาอันน้อย เป็นแค่เกษตรกรนักไถหว่านพรวนตัวอักษรบรรณาการแด่มวลมิตรด้วยจิตคารวะ ได้ร่ำเรียนศึกษาศาสตร์พยากรณ์มาก็แต่พอประมาณ แต่เมื่อสถานการณ์มาถึงอย่างนี้ก็จำเป็นต้องออกความคิดความเห็นเป็นบรรณาการแด่มวลมิตรเท่าที่ความรู้ความคิดและสติปัญญาจะพึงมี

ก่อนอื่นก็ต้องขอบอกว่า สรรพสิ่งนั้นอยู่ภายใต้กฎพระไตรลักษณ์ มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วย่อมดับไปเป็นธรรมดาทั้งสิ้น ภาวะที่เรียกว่าอนิจจตา หรือความไม่เที่ยง ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลานั้นเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ตามวิสัยโลก ขึ้นอยู่กับว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นจะบังเกิดผลดีกับใครและเป็นอย่างไรต่างหาก

ความรู้ทางโหราศาสตร์ก็เป็นความรู้ทางสถิติเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงโดยอาศัยการคำนวณการโคจรของดาวเดือนในอากาศ ความผันแปรเปลี่ยนแปลงแห่งโลกธาตุทางภาคพื้นดินและชีวิต กับวิชาภาคพยากรณ์รวม 3 สถาน ก็เป็นเรื่องของการคำนวณเพื่อแสวงหาความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหรือที่จะเกิดขึ้นว่าจะเป็นอย่างไรและให้ผลอย่างไร

เมื่อผลการคำนวณปรากฏว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ก็ต้องพิจารณาใคร่ครวญว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงระดับใด เช่น เปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนผู้มีอำนาจปกครอง เปลี่ยนราชวงศ์ เปลี่ยนแผ่นดิน กระทั่งถึงขั้นเป็นประเทศราชหรือเมืองขึ้นของชาติอื่น หรือเกิดเหตุรุนแรงระดับทะเลาะเบาะแว้งชี้หน้าด่าแม่กันในสภา หรือว่าถึงขั้นเดินขบวน หรือว่ายกพวกทุบตีกัน หรือว่าปะทะกันด้วยกำลังอาวุธหรือแสนยานุภาพ

นอกจากนั้น เมื่อคำนวณพบเรื่องร้ายก็อาจเป็นเรื่องร้ายเกี่ยวกับวิบัติภัยต่าง ๆ เช่น อุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย และอุบัติภัย

ไม่ใช่ว่าผลคำนวณพบเรื่องร้ายหรือเรื่องการเปลี่ยนแปลงแล้วจะตื่นตูมชี้ไปในทางที่ถึงขั้นสิ้นชาติ สิ้นแผ่นดิน ก็ออกจะเกินไป และเพราะบางคนประพฤติและปฏิบัติอย่างนี้จึงหน้าแหกหน้าแตกจนเย็บไม่ติดมาไม่รู้เท่าใดแล้ว

ไม่เห็นหรือการทำนายทายทักประเภทฟันธงกี่รายกี่หนที่หน้าแหกหน้าแตกและกี่รายที่พยากรณ์แต่เรื่องร้ายอย่างเดียว และผลเป็นอย่างไรเล่า แต่ก็ยังสู้อุตส่าห์พยากรณ์อยู่ไม่ยอมเลิก แทนที่จะสงบปากสงบคำก้มหน้าก้มตาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อให้วิชาแก่กล้าก็หาได้กระทำไม่

และขอบอกด้วยว่า อันการโคจรของดาวพระเสาร์กับดาวพฤหัสนั้นมีการโคจรมาทันกันก็มี เล็งกันก็มี โยกก็มี ตรีโกณก็มี บางครั้งก็เป็นเรื่องดี บางทีก็เป็นเรื่องร้าย หาได้ร้ายสถานเดียวดังที่หลายท่านตื่นตูมกันแต่ประการใดไม่

ดาวพระเสาร์เป็นประธานแห่งบาปเคราะห์หรือเป็นหัวโจกแห่งความชั่วร้ายก็จริงอยู่ แต่หาได้ร้ายเสมอไปไม่ บางทีก็ให้คุณมาก ให้ผลมาก เช่นเดียวกับดาวพฤหัสที่ว่าเป็นประธานแห่งศุภเคราะห์หรือเป็นหัวหน้าใหญ่แห่งฝ่ายธรรมะก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป บางทีก็ให้โทษจนถึงขั้นล้มหายตายจากหรือเสียตำแหน่งแหล่งที่ไปก็มี

เฉพาะดาวพฤหัสนั้น บรรดาครูบาอาจารย์ถึงพร่ำย้ำเตือนหนักหนาว่าอย่ามองแต่สถานดี สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีทรงชี้ให้เห็นความร้ายของดาวพฤหัสเป็นที่ประจักษ์ ถึงขั้นท้าทายเผาตำรากันเลย ดังที่ปรากฏความในบทพระนิพนธ์เป็นโตฎกฉันท์ว่า

พฤหัสดลจักร ปะทะลัคนมี
ธุรโทษธิบดี และพยาธิ์จุลภัย
ผิว์สังขวรา ก็จะลาคณะไป
บ่มิแม้นดุจจะไข ก็จะผิดคติครู

จากประสบการณ์นานปีพบว่าบทพระนิพนธ์บทนี้เป็นจริงแท้ ดังตัวอย่างครั้งหนึ่งเคยพยากรณ์ชะตาคนให้กับนายทหารชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งว่าชะตาร้ายนัก จะพ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการทหารสูงสุด แม้จะได้ตำแหน่งสูงทางการเมืองก็เพียงแค่ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว จากนั้นก็จะมีปัญหาด้านสุขภาพ

เพราะคำพยากรณ์นั้นจึงต้องทำใจว่าจะไม่พยากรณ์ดวงคนอีก เพราะหลังจากให้คำพยากรณ์นั้นแล้วผู้ใกล้ชิดของท่านก็ไม่พอใจ กีดกันและขัดขวางไม่ให้พบนายทหารท่านนั้นนานนับ 6 เดือน ต่อเมื่อเหตุการณ์เป็นจริงดังคำพยากรณ์นั้นแล้วจึงได้สติ ดังนี้เป็นต้น

แต่ก็มีความจริงหนึ่งดำรงอยู่ว่าเมื่อใดก็ตามที่ดาวพฤหัสโคจรเล็งกันหรือร่วมกับดาวพระเสาร์แล้วมักจะมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดขึ้น ดังเช่น

กรณีที่หนึ่ง เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต ก็เป็นช่วงที่ดาวพระเสาร์โคจรในราศีเมษเล็งกับดาวพฤหัส

กรณีที่สอง เมื่อครั้งมหาโจรนักล่าอาณานิคมตะวันตกบังคับอาณาจักรสยามทำสัญญาเบาริ่งและสนธิสัญญาเสียเปรียบต่าง ๆ ก็เป็นช่วงที่ดาวพระเสาร์โคจรทำมุมเล็งหรือตรีโกณกับดาวพฤหัส

กรณีที่สาม เมื่อครั้งเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ดาวพระเสาร์ก็โคจรในราศีมังกรเล็งกับดาวพฤหัส
ปัจจุบันสมัยนี้ ตั้งแต่วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน 2554 ดาวพระเสาร์ก็จะโคจรผ่านราศีกันย์เข้าสู่ราศีตุลย์ ทำมุมเล็งกับดาวพฤหัสซึ่งโคจรทับดวงเมืองอยู่ในราศีเมษ ครั้นถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2554 วิถีโคจรของพระเคราะห์ทั้งปวงในจักรราศีจะเข้าเกณฑ์พระจันทร์ครึ่งเสี้ยว โดยมีดาวพฤหัสนำพลอยู่ในราศีเมษ และมีดาวพระอังคารโคจรปิดท้ายอยู่ในราศีสิงห์ หรืออีกทางหนึ่งก็กล่าวได้ว่ารูปลักษณ์การโคจรของดาวเดือนทั้งปวงเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว โดยมีดาวพระอังคารนำพลอยู่ในราศีสิงห์ และมีดาวพฤหัสเป็นราชาโชค โคจรปิดท้ายอยู่ในราศีเมษและทับลัคนาดวงเมืองด้วย

นี่แลวิถีและลักษณะการโคจรของดาวเดือนที่เป็นเหตุการณ์ในภาคนพดลคือเหตุการณ์ที่ปรากฏอยู่บนฟากฟ้านภากาศอันเป็นฐานที่ตั้งของคำพยากรณ์มากหลายดังที่ได้พรรณนามาแต่ต้น

แล้วผลจะเป็นฉันใด เอาไว้ตอนต่อไปจะดีกว่า.

โดย สิริอัญญา I Paisalvision

Advertisements

เรื่องล่าสุด

ในวันที่ฟ้าฉ่ำฝน ยามตะวันจุมพิตลาผืนฟ้า เมื่อรัตติกาลส่งความมืดมิดมาครอบครองท้องนภา ดาราก็พริบพราวแสงสุกใส... คนจร...พาลสงสัย... นภาเจ้าจะยังคิดถึงดวงสุริยาอยู่บ้างไหม หรือเริงไหวอยู่ในแสงดาว... อย่างนั้น

เชียงดาว...หนาวน้อย...ค่อยๆ หนาว
รอน นอนแล้วก็เมา เมาแล้วก็นอน Vitamin Sea ดีต่อร่างกายนะครับ สวัสดีเกาะแสมสาร

RSS เรื่องนี้ต้องแชร์!!

%d bloggers like this: